You are here:-, Editor Picks, Knowledges, Media, Trend-พาชม 7 สถิติที่น่าสนใจแห่งธุรกิจยานยนต์! ที่นักการตลาดสายรถต้องรู้ จาก Digital Monitor Group [Partnership]

พาชม 7 สถิติที่น่าสนใจแห่งธุรกิจยานยนต์! ที่นักการตลาดสายรถต้องรู้ จาก Digital Monitor Group [Partnership]

แผ่นพับ โบชัวร์อาจจะล้าหลังไปแล้วสำหรับยุคนี้! เมื่อทุกแบรนด์หันมาใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้นการแข่งขันบนออนไลน์ก็สูงตาม แต่โฆษณารูปแบบไหนล่ะที่จะได้ใจผู้บริโภค


เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดที่ทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะ ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่และมีการแข่งขันสูงมาก หลายแบรนด์ต่างพยายามเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคให้มากขึ้น และยิ่งในยุคดิจิทัลแบบนี้ใครอยากเข้าถึงลูกค้าเป็นจำนวนมากก็ต้องลงทุนกันหน่อย

วันนี้ Ad Addict จึงจะมาเล่าให้ฟัง ว่าแต่ละแบรนด์ใช้เงินไปกับอะไรบนสื่อดิจิทัลบ้างและแต่ละแบรนด์มีทิศทางในการใช้สื่อแบบไหน ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจาก DMG (Digital Monitor Group) โดยวัดจากจำนวนเม็ดเงินโฆษณาของแต่ละแบรนด์ที่ได้ลงบนออนไลน์โดลวัดในลักษณะของ Spending Index ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลทางสถิติ แล้วประเมินเปรียบเทียบ

แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าข้อมูลนี้ต่างจากของ DAAT อย่างไร?

ข้อมูล Digital Spending ของ DAAT จะเก็บข้อมูลในรูปแบบของอุตสาหกรรมมากกว่า แต่สำหรับการเก็บข้อมูลของ DMG จะเน้นไปที่ผลระดับของแบรนด์เลยทีเดียว


แล้ว DMG นั้นคืออะไร?

DMG นั้นย่อมาจาก Digital Monitor Group เป็น MarTech startup (Marketing Technology) สัญชาติไทยที่รวมความสามารถในด้านการตลาดและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ทำการรวบรวมข้อมูลในแวดวงธุรกิจเพื่อให้เหล่านักการตลาดสร้างความได้ปรียบในธุรกิจด้วยข้อมูลที่มี 

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วเราไปดู 7 สถิติที่น่าสนใจจากอุตสาหกรรมยานยนต์กันเลย ลุย!!


1. Ford รุกหนัก! ใช้เงินมากที่สุดในกลุ่ม Mass Car

เป็นจำนวนเงินกว่า 5 ล้านบาทที่ Ford ใช้ซื้อพื้นที่สื่อดิจทัล เรียกว่าใช้เงินมากที่สุดในกลุ่มของ Mass Car แต่เมื่อเราดูกราฟเทียบกับ Nissan,Toyota ที่มาเป็นอันดับสองและสามแล้ว

อาจจะดูไม่ค่อยจะแตกต่างกันสักเท่าไร นั่นคงอาจเป็นเพระตลาดนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก จึงไม่แปลกที่แต่ละแบรนด์จะต้องลงทุนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบบนพื้นที่สื่อ


2. Volvo โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม Premium Car

เรียกว่า Volvo นำโด่งมากในกลุ่มนี้ ใช้เงินมากกว่า Premium Car แบรนด์อื่นถึง 3 เท่าตัว

อาจเป็นเพราะ 2 อันดับที่ตามไกลมาอย่าง BMW และ Benz นั้นได้เข้าไปอยู่ในใจคนไทยเรียบร้อยแล้ว จึงต้องทำให้ใช้เงินที่มากกว่าเจ้าอื่นอยู่บ้าง เพื่อที่สร้างตลาดในไทยให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น


3. Esso ใช้เงินมากที่สุดในกลุ่มของพลังงาน

ถ้าพูดถึงแบรนด์พลังงานอย่างน้ำมัน มีเพียง 3 แบรนด์ที่ติดโผมาเท่านั้น ซึ่งอันดับ 1 กับ 2 คือ Esso และ PTT (ปตท.) โดยใช้เงินในการซื้อโฆษณาไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไรนัก

รั้งท้ายด้วย Shell ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตัวแบรนด์เองมีความแข็งแรงในไทยพอสมควรแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณาออนไลน์มากนัก


4. วิดีโอบน Instagram ยืนหนึ่งในการทำโฆษณา

กราฟที่เพื่อนๆ ได้เห็นกัน มีความแตกต่างอย่างมาก เรียกว่ามีการจ่ายเงินบน Instagram นั้นสูงกว่าทั้ง 2 ช่องทางที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัด

เนื่องจากรูปแบบการนำเสนอที่ค่อนข้างง่ายทั้งตัว video และ stories ทำให้แบรนด์ต่างๆ สนใจในช่องทางนี้มากยิ่งขึ้


5. Ford มาแรงมียอดผู้เข้าถึงมากที่สุด

จากที่เราได้เห็นกันแล้วว่า Ford เป็นอันดับหนึ่งในการใช้เงิน จึงไม่แปลกที่จะมียอดผู้เข้าถึงมากกว่าชาวบ้านเขา

แต่ที่น่าสนใจก็คือ Ford เน้นไปที่ตัว Youtube Masthead และ Google Display นั่นก็เพราะเป็นรูปแบบของการซื้อโฆษณาเหมาวัน เลือกวันไหน ก็จะเห็นวันนั้น ซึ่งตรงกับช่วง Motor Show 2019 พอดี การทำที่ทำให้คนเห็นแบรนด์ตัวเองเยอะๆ จึงเป็นเรื่องที่ดี


6. Volvo เน้นเรื่องวิดีโอในการโปรโมทรถยนต์รุ่นใหม่

เป็นแบรนด์ที่อัดเงินสูงกว่า Premium Car อื่นอยู่มาก ซึ่งใช้เงินแทบจะทั้งหมดในการโปรโมทด้วยวิดีโอ โดยจะเน้นไปที่ Youtube Masthead เช่นกันเพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้คนสามารถเห็นโฆษณาได้ตลอดทั้งวัน


7. Esso เน้นทำโฆษณา CRM สำหรับการรักษาลูกค้าเก่า

เว็บไซต์ยังคงเป็นสิ่งที่ Esso ให้ความสำคัญมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น เช่น Manager Online หรือ MGR Online เป็นต้น

โดยเหตุผลหลักของแบรนด์พลังงานนั้นคงจะไม่ใช่ทำเพื่อลด แลก แจก แถม แต่เพื่อมุ่งเน้นให้การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าหรือทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาซื้อช้ำมากกว่า


ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดทำให้เห็นได้ว่าการทำวิดีโอเป็นเทรนด์ที่หลายๆ แบรนด์เลือกใช้ในตอนนี้ ซึ่งถึงแม้รูปแบบในการนำเสนอนั้นอาจจะเป็นวิดีโอเหมือนกัน ใช้ช่องเดียวกันในการทำโฆษณา แต่สิ่งที่ต่างออกไปนั่นก็คือแมสเสจที่ต้องการจะสื่อสารมากกว่า 

และหากเพื่อนๆ สังเกตกันดีๆ ก็จะเห็นว่า Instagram เป็นช่องทางที่มีการซื้อสื่อมากที่สุดก็จริง แต่แบรนด์ที่จ่ายเงินเป็นอันดับต้นๆ นั้น ไม่ได้เลือกให้ Instagram เป็นช่องทางหลักในการทำโฆษณา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเงื่อนไขการซื้อสื่ออาจจะไม่สามารถเจาะจงได้เหมือนกับ Youtube Masthead แต่ยังไงซะการทำโฆษณาให้ครอบคลุมก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร

สุดท้ายเราก็ต้องติดตามดูว่าแบรนด์อื่นๆ จะใช้เงินกับสื่ออนไลน์มากขึ้นหรือไม่ เพราะยังคงมีช่องว่างอยู่ไม่น้อยที่จะสามารถเข้ามาร่วมแข่งขันได้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลด Full Report ได้ที่: http://bit.ly/AADMGFullReport

About the Author:

adaddictadmin
จุดเริ่มต้นจากคนคนหนึ่งที่มีความหลงใหลใน “โฆษณา” อยากจะหาสถานที่ที่หนึ่งให้คนที่หลงใหลในโฆษณามารวมตัวกัน พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน จึงกลายเป็นพื้นที่แห่งนี้...‘เพราะทุกสิ่งในโลก ล้วนเป็นโฆษณา’

Leave A Comment